ReadyPlanet.com
dot
dot
เข้าสู่ระบบ (Log in)
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
เว็บน่าสนใจ ******* Interesting Website
dot
bulletBlog หมอฟันสอนดูดวง
bulletเทคโนโลยี่แห่งการมีฟันสวย
bulletเว็บโฆษณาดังที่สุดของเมืองไทย
dot
บทความที่ไม่ควรอ่านข้าม
dot
bulletพัฒนาจิต พัฒนาชีวิต น่าสนใจมากๆ
bulletโหราศาสตร์ไทยพาราณสี ภูมิปัญญาจากอดีตสู่ความหวังในอนาคต
bulletความคิดเห็นของผู้มาเรียน
bulletVDO งานวันไหว้ครูที่ทำให้อาจารย์ประหลาดใจ
bulletบรรยากาศแห่งความสุขในชั้นเรียนรุ่นที่ 6
bulletบรรยากาศแห่งความสุขในชั้นเรียนรุ่นที่ 5
bulletงานเลี้ยงหลังจบเรียนรุ่นที่5
bulletสังสรรค์รุ่น 5 ร้านแอนนาชาลี 6 มิถุนายน 2552
bulletสั่งซื้อโปรแกรมโหราศาสตร์ไทยพาราณสี
dot
** เฉลยตะลุยโจทย์** หนังสือหมอฟันสอนดูดวง
dot
bulletเฉลยตะลุยโจทย์ "หมอฟันสอนดูดวงภาคเคล็ดลับ เล่ม1"
bulletเฉลยตะลุยโจทย์ "หมอฟันสอนดูดวงภาคเคล็ดลับ ภาค 2"
dot
ปัญญาวิเคราะห์
dot
bulletฆ่าตัวตายนั้นไม่ยาก
bulletโหราศาสตร์กับโลกอนาคต
dot
Newsletter

dot
bulletรายชื่อคณะกรรมการกฐิน วัดดอนโพธิ์งาม
bullet"




โหราศาสตร์กับโลกอนาคต

โหราศาสตร์กับโลกอนาคต

    

        คำว่า “โหราศาสตร์” นั้น ถ้าจะกล่าวความหมายแบบกว้างๆ คือ วิชาหรือศาสตร์ที่ใช้ตำแหน่งการโคจรของดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล มาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของบุคคลแต่ละคนหรืออธิบายเหตุการณ์สำคัญต่างๆในโลกเช่น แผ่นดินไหว การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ตึกถล่ม สงคราม การก่อการร้าย เรือล่ม เครื่องบินตก เป็นต้น โดยการอาศัยความสัมพันธ์ของการเชื่อมโยงของตำแหน่งดาวบนท้องฟ้าในระบบสุริยจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ว่าเมื่อตกกระทบกันแล้วเกิดผลต่อชีวิตบนโลกอย่างไร โดยอาศัยหลักการเก็บสถิติเพื่อค้นคว้าพิสูจน์ในแนววิทยาศาสตร์

            สำหรับหมอเองนั้น เมื่อสมัยเป็นเด็กเล็กๆก็อายุประมาณ 13 ปีก็ได้มีโอกาสได้สัมผัสและเรียนรู้วิชาเรื่องของโหราศาสตร์โดยบังเอิญ เพราะความอยากรู้อยากเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางบนโต๊ะทานอาหารในบ้าน เป็นหนังสือสีเขียวขนาดหนาและใหญ่มาก หน้าปกเขียนว่า “โหราศาสตร์ไทย” ซึ่งสมัยนั้นหมอเองอายุ 13 ปี ยังไม่เข้าใจล่ะครับสำหรับคำว่า “โหราศาสตร์ไทย” จึงเรียนถามคุณพ่อด้วยความสนใจว่า “คำว่าโหราศาสตร์นี้หมายความว่าอย่างไรครับ ผมไม่รู้ความหมายครับ มันคืออะไรกัน” คุณพ่อก็บอกว่า “เป็นวิชาเกี่ยวกับการทำนายทายทักเรื่องของชะตาชีวิต ซึ่งสามารถทำนายเรื่องอนาคตได้และสามารถรู้แนวโน้มชีวิตในอนาคตได้” ในเวลานั้นหมอรู้สึกไม่เห็นด้วย จึงโต้แย้งทันทีตามภาษาเด็กวัยรุ่นอายุ 13 ปีว่า “เป็นไปไม่ได้ครับ ที่ใครจะมารู้อนาคตของเราครับ เพราะจริงๆแล้วพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเราจะรู้ได้อย่างไรเป็นไปไม่ได้และอีกอย่างหนึ่งมันก็ค้านกับวิชาวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ด้วยการวัดผลทางวัตถุเช่นเรื่องความถ่วงจำเพาะ การหักเหของแสง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์”

            และในใจตอนนั้นหลังจากฟังคุณพ่อพูดแล้ว หมอก็รู้สึกดูถูกวิชาโหราศาสตร์อยู่กลายๆเพราะไม่ตรงกับหลักการทางวิชาวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุที่ทางโรงเรียนสอน แต่คุณพ่อหมอท่านยิ้มไม่ว่าอะไรหมอเลย แล้วพูดกับหมอว่า “ในสมัยโบราณเป็นพันๆปีมาแล้ว โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีอยู่ในวัง ซึ่งอาณาจักรต่างๆในสมัยโบราณ ก็ได้ใช้โหราศาสตร์ช่วยเสริมในการตัดสินใจที่สำคัญในการบริหารและการปกครองอาณาจักร และสมัยที่เจ้าชายสิทธิธัตถะประสูติ ก็มีพระโหราจารย์มาพยากรณ์ว่าจะได้เป็นศาสดาเอกของโลกหรือพระพุทธเจ้า 

            สำหรับในเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มีพระยาโหราธิบดีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีเหตุการณ์ต่อหน้าพระพักร์สมเด็จพระนารายณ์ทายได้อย่างแม่นยำในเรื่องหนูที่ตกลงมาจากเพดานท้องพระโรง ก็มีเรื่องกล่าวขานอยู่ในพงศาวดารประวัติศาสตร์ไทย แม้กระทั่งการตั้งเมืองหลวงใหม่ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือการตั้งเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ก็มีการทำพิธีตั้งเสาหลักเมืองคำนวณตามฤกษ์ยามดวงดาวตามโหราศาสตร์ไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง และกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ก็มีพราหมณ์หรือโหราจารย์ ไว้ช่วยงานปรึกษาในพระบรมมหาราชวัง เพื่อปรึกษาราชการแผ่นดิน”

          คุณพ่อของหมอ ท่านแนะนำหมอว่า หมอควรเรียนวิชาโหราศาสตร์ไทยไว้ เผื่อจะได้มีประโยชน์ต่อชีวิตของหมอเองในอนาคต แหล่ะคำพูดที่ทำให้หมออยากพิสูจน์และทำให้หมอประทับใจมาก คือ “มาเรียนเป็นเพื่อนพ่อเพื่อพิสูจน์ว่าโหราศาสตร์มีจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็ทิ้งไปก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าวิชาโหราศาสตร์นี้เป็นวิชาที่จริงล่ะ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกอย่างมากในอนาคตนะ

            และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอยากใกล้ชิดคุณพ่อมากและการได้เรียนร่วมกับคุณพ่อนั้น หมอถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่จะได้ใกล้ชิดกับคุณพ่อทำให้เด็กๆอย่างหมอตอนนั้น มีความรู้สึกเหมือนกำลังจะได้เป็นผู้ใหญ่โดยมีคุณพ่อเป็นผู้นำที่ใกล้ชิด หลังจากที่ศึกษาโหราศาสตร์ไทยร่วมกับคุณพ่อแล้ว สิ่งที่ทำให้หมอประหลาดใจก็คือ เพื่อนของคุณพ่อที่มาหาคุณพ่อให้ตรวจดวงชะตา

            ปรากฏว่าชีวิตของเจ้าชะตาที่มาปรึกษาคุณพ่อก็เป็นไปตามแนวโน้มหรือเกิดขึ้นจริงตามหลักกฎเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ไทยอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้หมอเกิดความประหลาดใจและอยากค้นคว้าต่อไป ทำให้สนใจทุ่มเทและเรียนรู้แบบเจาะลึกมากขึ้น รวมทั้งซื้อตำรับตำรามาอ่านเองเพื่อเพิ่มความรู้และขอเรียนเพิ่มเติมกับอาจารย์หลายท่านที่มีความชำนาญทางวิชาโหราศาสตร์ ทำให้หมอได้ค้นคว้าหาสถิติวิชาโหราศาสตร์ตามหลักเกณฑ์สถิติทางวิทยาศาสตร์ ก็พบความจริงว่าโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีอยู่จริง

            หนึ่งในบรรดาวิชาโหราศาสตร์ที่หมอได้เรียนรู้และมีความแม่นยำมากคือ “วิชาโหราศาสตร์ไทยพาราณสี” ซึ่งมีรากฐานมาจากอินเดียตอนใต้เมืองพาราณสี ซึ่งมีเทคนิคและระบบการคิดคำนวณที่ทำให้ได้คำตอบที่แม่นยำมาก จนหมอได้ถือเป็นโหราศาสตร์ประจำตระกูลไปเลย โดยหมอได้คิดการประยุกต์การใช้กฎเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ไทยและโหราศาสตร์พาราณสีมาผสมกันและคิดค้นคว้าเพิ่มเติมเป็นวิชาที่ผสมผสานมาใช้ทายได้อย่างดีเยี่ยม 

            แต่สิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้โหราศาสตร์ไทยพาราณสีนั้นก็คือ “การพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ ทำให้เกิดการเข้าใจถึงเรื่องการเรียนรู้วิชาโหราศาสตร์แบบมีสัมมาทิฐิ” เพราะทำให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของแต่ละบุคคลที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่มีกรรมหรือเหตุปัจจัยของตนเองเกื้อหนุนมาตั้งแต่เกิด ได้เห็นชีวิตของแต่ละคนว่าไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีความสมบูรณ์แบบในชีวิตอย่างแท้จริง ทุกๆคนในดวงชะตาก็จะมีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันไป

            ยกตัวอย่างเช่น ในดวงชะตาหนึ่งที่เกิดมานั้น ใน12 ช่องราศีดาวฤกษ์นั้น ตามกฎเกณฑ์ของโหราศาสตร์ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องเสียไปแล้วโดยอัตโนมัติถึง 3 ช่องราศีเพราะเป็นช่องของภพอริ มรณะและวินาศตามลำดับ ทั้งนี้ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าซึ่งอาจจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดีหรือเพิ่มโทษทุกข์ต่อชะตาชีวิตได้อีก ยิ่งทำให้หนักไปกว่าเดิมอีก ทำให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วชีวิตของทุกคนในโลกนี้ล้วนต้องผจญกับปัญหาและโทษทุกข์กันทุกคน ภาษาศาสนาเขาเรียกว่า “ทุกคนเกิดมามีกรรมเป็นของตนเองกันทั้งนั้นนั่นเอง”

            ไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ในฐานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจอย่างไร เพราะเมื่อดวงดาวโคจรไปเรื่อยๆตามราศีดาวฤกษ์ต่างๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวอังคารเป็นต้น เมื่อไปกระทบกับตำแหน่งดาวเดิมตามราศีดาวฤกษ์ต่างๆในดวงชะตาของบุคคลนั้น ก็จะเกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นไปในทางดีหรือร้าย ทำให้หมอเมื่อศึกษาโหราศาสตร์ลึกขึ้นลึกขึ้น จิตใจหมอก็เปิดสู่สภาวะการรับรู้หรือยอมรับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือโลกแห่งอนิจจัง ว่าชีวิตมนุษย์เราทุกคนนั้น เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย ขึ้นๆลงๆอยู่ตลอดเวลา และยิ่งถ้ามนุษย์ผู้นั้นทำกรรมที่ไม่ดีแล้วยิ่งส่งผลเสียเสริมให้ชะตาชีวิตของคนๆนั้นเลวร้ายลงอีกเป็นทวีคูณ ดังนั้นถ้าเรามองลึกๆแล้วก็จะพบว่า

            การศึกษาวิชาโหราศาสตร์แบบมีสัมมาทิฐิ คือ การเห็นโลกตามความเป็นจริงว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งดาวต่างๆที่โคจรก็ไม่เคยหยุดนิ่งหมุนเวียนโคจรกันไปเรื่อยๆก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของแต่บุคคลไปเรื่อยๆทำให้เกิดสติปัญญาในการที่ปล่อยวางชีวิต ทำให้เกิดปัญญาที่เป็นอิสรภาพอยู่เหนือสุขทุกข์ในโลกได้อย่างเป็นไปเอง

            ซึ่งสามารถสัมผัสได้จากประสบการณ์ของชะตาชีวิตจริงๆ ซึ่งเป็นผลจากการได้เรียนรู้โหราศาสตร์ ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจที่จะช่วยให้บรรเทาความทุกข์ใจไม่สบายใจและสามารถถ่ายทอดความรู้สู่สังคมหรือบุคคลที่ได้สัมพันธ์ด้วย ทำให้สังคมเกิดความร่มเย็นสงบสุขอย่างเป็นไปเอง

            จริงๆแล้วโหราศาสตร์ถ้าเรียนรู้แบบคิดพิจารณาให้เห็นความจริงของชีวิตหรือเห็นไตรลักษณ์ตามหลักพุทธศาสตร์คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็จะทำให้เกิดปัญญาในการที่จะทำให้ชีวิตของนักโหราศาสตร์นั้นเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด สามารถนำหลักคิดทางปัญญาสัมมาทิฐิไปปรับแก้และชี้แนะให้กับตนเองและสังคมหรือบุคคลโดยทั่วไปได้อย่างมีคุณค่า และนี่ก็คือ “คุณค่าของวิชาโหราศาสตร์แบบมีสัมมาทิฐิต่อโลกอนาคต”

            สำหรับเรื่องคุณค่าของวิชาโหราศาสตร์ต่อโลกอนาคตนั้น นักโหราศาสตร์หรือนักศึกษาโหราศาสตร์ทั้งหลายคงจะต้องมาให้ความสำคัญในเรื่องของการเข้าใจชีวิตโดยผ่านการคิดการกลั่นกรองแบบสัมมาทิฐิเพียงอย่างเดียว ถ้านอกเหนือกว่านี้ไป ก็น่าเป็นห่วงอย่างมาก

            เพราะมีการนำวิชาโหราศาสตร์ไปสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม โดยพยายามจะสร้างกระแสหรือแนวคิดที่ว่า ดวงชะตาเป็นอย่างไร บุคคลนั้นต้องเป็นไปอย่างนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งจริงๆแล้วการสร้างกระแสความคิดอย่างนี้ ถือได้ว่าเป็นมิจฉาทิฐิ (ความคิดเห็นผิดหรือหลงผิดโดยไร้ปัญญา) หรือจะเรียกอีกอย่างก็น่าจะได้ว่า “สร้างบาปทางความคิด” เพราะไปปิดกั้นระบบปัญญาเพื่อพัฒนาชีวิตหรือแก้ไขชีวิตให้ดีขึ้น

            จริงๆแล้วหมอพบว่า ไม่ว่าดวงชะตานั้นจะเป็นอย่างไรดวงชะตาจะดีหรือไม่ดีนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่า คนๆนั้นเข้าใจชีวิตจริงหรือไม่ รู้แจ้งเห็นจริงเรื่องของธรรมชาติของชีวิตจริงหรือไม่ เพราะว่าถ้าใคร่ครวญให้ดีและพิจารณาจนเข้าใจเรื่องของชีวิตจริงแล้ว (สัมมาทิฐิเกิด) หมอพบว่า สามารถแก้ไขชะตาชีวิตได้จริง

            ฉะนั้นการเรียนโหราศาสตร์นั้น จะต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงก่อน ทำให้สามารถเกิดปัญญาเข้าไปปรับแก้และพัฒนาแก้ไขได้ เรียกว่า เรียนรู้โหราศาสตร์แบบมีปัญญาคิดพิจารณาเพื่อการแก้ไขพัฒนา (หรือมีสัมมาทิฐิ)  การเรียนรู้โหราศาสตร์โดยไม่คิดพิจารณาในเรื่องความจริงของชีวิตก็จะเป็นการนำความโง่เขลาให้แก่ตนเองและสังคม ซึ่งอาจจะเรียกว่า “เดรัจฉานวิชาที่เขาว่ากล่าวกันก็ได้” ถ้าไม่คิดพิจารณาให้ดี

            ฉะนั้นความหวังที่เจิดจ้าต่อโลกปัจจุบันและอนาคต การรู้จักที่จะเรียนรู้โหราศาสตร์แบบมีสัมมาทิฐิ ซึ่งก็จะส่งผลในทางที่ดีและเป็นประโยชน์ สามารถเป็นยารักษาป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่ดีได้ด้วยการใช้ปัญญารู้เท่าทันความจริงเพื่อแก้ไขพัฒนาตนเองได้อย่างทันท่วงที และนี่แหล่ะคือ “โหราศาสตร์ที่จะอยู่คู่กับโลกอนาคตเพื่อการพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ”

***บทความนี้หมอไม่ต้องการให้ใครมาเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ แต่ต้องการให้เห็นมุมมองที่แตกต่างและเข้าใจเรื่องกระบวนการคิดในเชิงโหราศาสตร์เท่านั้นเอง

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.